อ่านบทแรก > ตามหาโจตัน

August 11, 2011

 

นวนิยายรางวัลชนะเลิศ แว่นแก้ว 2554

พ่อครับ แม่จากผมไปแล้ว หรือความจริงผมควรพูดว่า แม่จากเรา–ผมและพ่อไปแล้ว ใช่ไหมครับ?

พ่อคงจะไม่ร้องไห้ใช่ไหม … ผมก็ไม่ร้องไห้

น่าแปลกใจชะมัด ผมรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรเลย หรือเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นปุบปับ ต่อมน้ำตายังไม่ทันได้ทำงาน หรือว่าน้ำตามันไหลย้อนกลับข้างใน หรือไม่ผมก็คงหลับฝันร้ายยังไม่ตื่นมาพบน้ำตาท่วมที่นอน

ไม่ใช่ไม่เศร้านะครับพ่อ เศร้าสุดอย่าบอกใคร ผมรู้ทันทีเลยว่า โลกเปลี่ยนแปลงไปฉับพลันนับแต่นาทียายรับโทรศัพท์ในค่ำคืนนั้น… ตากับผมกำลังนั่งตรงโต๊ะกินข้าว รอยายให้เสร็จการสนทนาตามสาย จะได้เริ่มต้นมื้อเย็นพร้อมกัน แต่ทันใดยายก็ร้องขึ้น “หา อะไรนะ” น้ำเสียงยายดังลั่นแต่สั่นเครือ ตาลุกขึ้นทันที คว้าโทรศัพท์จากมือยายมาพูดแทน ไม่ช้านานก็วางสาย แกค่อยๆ ประคองยายลงทรุดนั่ง ผมถวาไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น “แม่แกไม่อยู่แล้วนะ” ตาพูด นานทีเดียวที่ผมอึ้งไป ไม่มีใครแตะอาหารค่ำ จากนั้นทุกอย่างรอบตัวก็จืดจางราวหมดสีสัน เปลี่ยนเป็นภาพขาวดำ รางเลือนเคลื่อนไหวแบบสโลโมชั่น บางครั้งแทบหยุดนิ่ง สงบงัน แม้กระทั่งในตอนนี้

งานศพแม่ผ่านไปโดยเรียบร้อย แขกทั้งจากแวดวงข้าราชการและบรรดาครูๆ พูดกันถึงอุบัติเหตุรถตู้ตกเขาขณะพาแม่และเพื่อนๆ ไปทัศนาจรภาคเหนือ จนพรากแม่ไป ใครๆ ก็บอกว่าช่างกะทันหันเหลือเกิน แม่โชคร้ายมาตายเสียแต่อายุยังน้อย บางคนว่าโชคดีที่มีลูกคนเดียว –ผมนั่นล่ะ ซึ่งเขาพูดกันว่ายังมีอนาคตยาวไกลแต่คงไม่น่าห่วงใยนัก เพราะมีคุณตาคุณยายใจดี ยายน่ะใจดีแน่ แต่กับตานั้น –

“โจตันเอ๊ย โจตัน”

“ครับยาย”

“เดี๋ยวตาคงจะกลับมาแล้ว ออกมาจากห้องเถอะ จะได้กินข้าวพร้อมกัน”

“อีกแป๊บนะยาย ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ”

… พ่อว่าน่าขำไหม อยู่กับตากับยายมามานานเท่ากัน ตั้งแต่เด็กจนผมจะได้เป็น “นาย” ในอีกไม่นานนี้แล้ว แต่ผมรู้จักเฉพาะยายเท่านั้นล่ะ ตากับผมดูห่างเหินกันน่าประหลาด แกคงมีรัศมีพิเศษทำให้ผมไม่ค่อยกล้าเข้าไปเฉียดใกล้ ทำไมตาต้องดูเข้มงวดขมวดคิ้วบ่อยๆ ก็ไม่รู้ ความจริงแม้กับแม่หรือยาย ตาก็ไม่ผ่อนคลายเท่าไหร่หรอก หรือแกคงลืมไปแล้วว่าเป็นอดีตนายอำเภอที่เกษียณมาแล้ว 2-3 ปี น่าจะทิ้งการงานมาสงบสุขกับชีวิตเสียที นี่กลับตรงกันข้าม ดูเหมือนตาจะยิ่งยุ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ได้ยินยายพูดว่า ตาทำงานให้แวดวงนักการเมือง ผมไม่รู้เรื่องผู้ใหญ่หรือว่าตาจะทำอะไรใหญ่โตหรอก ขอให้แน่ใจสักนิดว่าตารักผมบ้างก็พอ

พรุ่งนี้ต้องกลับไปโรงเรียนแล้ว ขาดหายไปหลายวันเพราะงานศพแม่ เพื่อนๆ คงถามหากันระงม การบ้านจมหูก็คงรออยู่ แล้วผมจะเล่าให้พ่อฟัง

รักพ่อเสมอ

โจตัน

“อ้าว มาแล้วรึ ตารออยู่นานแล้วละลูก มัวทำอะไรอยู่”

“ก็… เขียนบล็อก–เขียนบันทึกน่ะยาย”

“บันทึกเรื่องนั้นนะหรือ”

“ครับ”

เมื่อตาส่งสายตาขรึมๆ มาผมรีบหลบตาทันที ไม่ต้องพูดสักคำแต่ผมก็รู้ว่า แกส่งสารมายังผมด้วยข้อความเดียวกันกับครั้งก่อนๆ — ‘เฮอะ เหลวไหลเรื่องเดิมๆ’

* * *

ฐานะนายอำเภอของตา ซึ่งความจริงเป็นความหลังไปแล้ว คงยังทำให้ใครต่อใครเคารพยำเกรง ผมเองก็ภาคภูมิใจที่เพื่อนๆ และบรรดาครูรู้ว่าเป็นหลานชายใคร แต่ถ้าตามีความรู้สึกอบอุ่นสนิทชิดใกล้ให้เลือกด้วย ผมคงเลือกประการหลังมากกว่า

แม่เคยพูดว่า ตาเป็นคนสาธารณะ ทำงานเพื่อส่วนรวมมาทั้งชีวิต มีเวลาให้ใครๆ แต่ทำตัวไม่ค่อยว่างสำหรับคนในครอบครัวแม้เกษียณอายุแล้วก็ตาม ส่วนยายก็ว่า อาการยุ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่เป็นนิสัยถาวรก็คงเป็นโรคเรื้อรังของตาที่รักษาไม่หาย แต่ผมขอกระซิบหน่อยว่า ยายไม่กล้าเหน็บแนมแบบนี้ต่อหน้าตาหรอก ส่วนใหญ่แกไม่ต่อปากต่อคำกับตา อย่างมากก็บ่นกะปอดกะแปดในยามพูดจาไม่สบอารมณ์กัน เช่นว่า ใช่สิ ผู้หญิงบ้านๆ ไม่จบปริญญา ใครจะมาฟัง เมื่อน้อยใจแกก็จะพานไม่พูดไม่จา แม้จะยังทำหน้าที่แม่บ้านไม่บกไม่พร่อง แต่อีกวันสองวันนั่นล่ะ ถึงจะกลับมาดีกับตาเหมือนเดิม บางทีถ้าตาเห็นว่าจะบานปลายกันไปใหญ่ แกก็จะเริ่มเข้าครัว บอกให้ยายพักเสียบ้าง จะทำให้กินเอง แกทำได้อยู่ไม่กี่อย่าง แต่ผมรับรองว่า ไม่มีใครจะปรุงผัดซีอิ๊วได้อร่อยเท่าตา การงอนง้อกันของตายายทำให้ผมได้พลอยฟ้าพลอยฝนกินของดีไปด้วย

ช่างเป็นคู่กันได้แม้ความคิดนิสัยจะเป็นคนละขั้ว ยายอ่อนไหว ใจดี ขี้ใจน้อย แต่แกเป็นสุขได้ง่ายๆ กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ส่วนตานั้น แม่เคยบอกว่า เรียนจบมาทั้งด้านกฎหมายและการปกครอง ติดเป็นคนเจ้าหลักการ ชอบความหนักแน่น ทุกอย่างต้องมีเหตุผล น่าแปลกที่กับคนในครอบครัวเหมือนแกจะเจ้าอารมณ์ ไม่ค่อยฟังเหตุฟังผลใครนัก

ตัวอย่างหรือครับ ก็ตอนนี้ไงล่ะ…

ถ้าตาถามความคิดเห็นผมสักนิด ก็คงไม่ต้องขับรถมาส่งผมไปโรงเรียน หน้าที่นี้เป็นของแม่มาก่อน ไม่มีแม่แล้วผมอยากมาโรงเรียนด้วยวิธีของตัวเองมากกว่า จะยากอะไรถ้าผมจะขับรถกระบะคันเก่าของแม่ มา บางทีเพื่อนๆ แถวบ้านจะขอพ่วงติดมาด้วยก็ได้ แน่นอนตาคงตะโกนว่า ถึงจะขับเป็นก็ต้องมีใบขับขี่ อายุแค่ 14 อย่างแก แม้แต่มอเตอร์ไซค์ยังไม่มีสิทธิสิทธิขี่เลย–ตามกฎหมาย แกต้องลงท้ายตามหลักการนี้แน่

แบบนี้แล้วจะทำอย่างไรได้ นอกจากนั่งเงียบบนรถเก๋งของแกมาตลอดทาง ถึงโรงเรียนแล้วนั่นล่ะจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ขอบคุณครับ” พร้อมยกมือไหว้

มารู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีเมื่อพบหน้าเพื่อนคนแรกของวัน เธอปรากฏตัวพร้อมกับสายลมพัดรื่นยามเช้า

“เสียใจด้วยนะ โจตัน เรื่องแม่เธอ”

“ขอบคุณนะโบนัส”

ใบหน้าผุดผ่อง นัยน์ตาชวนฝัน วาจาแสนหวาน ของโบนัส เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ยังทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ดึงดูดใจ

“การบ้านมีไม่พอมือเธอหรอก มากหน่อยก็เรียงความวิชาภาษาไทย แต่เรื่องนี้เธอถนัดอยู่แล้วนี่ เดี๋ยวโบนัสจะบอกหัวข้อให้”

“ภาษาอังกฤษล่ะ”

“นั่นก็ของโปรดเธอเหมือนกัน เธอหลับตาทำก็คงได้เต็มเช่นเคย”

“มากไปละมั้งมิสเรนโบว์”

เธอหัวเราะคิกคิกกับชื่อเล่นที่ผมตั้งให้ ก่อนนี้ผมไม่อยากเชื่อว่าโบนัสเป็นชื่อจริง แต่นั่นละทำให้ผมจำเธอได้ดีแต่แรกพบ ใครๆ ก็ทายว่าเธอคงถือกำเนิดมาตอนพ่อของเธอได้เงินโบนัส เธอเพียงแต่ยิ้ม ไม่เคยเฉลยใครเลยว่าผิดหรือถูก แม้แต่ผมเธอก็พูดเพียงว่าสักวันจะบอก

เราเดินไปกินมื้อเช้าด้วยกันในโรงอาหาร เช่นอย่างเคยเป็นมา เพราะเธอนั่นละ ช่วยให้ผมรู้สึกว่าชีวิตยังดำเนินของมันไปได้แม้ว่าแม่จะจากไปแล้วก็ตาม ถึงอย่างนั้นเธอก็ตั้งข้อสังเกตว่า ผมดูเหม่อๆ ชอบกล บางทีผมยืนดูอาคารสถานที่ สวนดอกไม้ หรือแม้แต่เพื่อนบางคน อย่างกับเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก คล้ายปราศจากความรู้สึก หรือคิดอะไรไม่ออก หรือเพราะไม่ได้คิดอะไรมากกว่า ผมบรรยายไม่ถูก มันเป็นความนิ่งสงบลึกๆ ในบางขณะ ไม่รู้จะเกี่ยวกับที่เคยไปบวชเป็นสามเณรตามคำขอร้องแกมบังคับของแม่ปีก่อนโน้นหรือเปล่า ตอนนั้นหลวงพ่อให้ฝึกนั่งสมาธิและเดินจงกรม เฝ้าติดตามลมหายใจเข้าออก ผมไม่แน่ใจหรอกว่าจะเข้าใจเรื่องความสงบเย็นในใจที่หลวงพ่อพูด แค่รู้ว่าบางครั้งมันก็ทำให้โล่งในหัวได้พอดู

หลังเลิกเรียนโบนัสชวนไปกินมื้อเย็นกับครอบครัวของเธอที่บ้าน พ่อแม่ของเธอทำงานดี แถมหน้าตาดีทั้งคู่ แต่งตัวทันสมัย มีเกสต์เฮาส์เล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวเช่า

แม่ของเธอดึงผมไปกอดพลางพูดว่า “แม่ไปสบายแล้ว เป็นเด็กดีนะจ๊ะ” เพียงแค่นั้นผมก็อายแล้ว พ่อของเธอจับไหล่ผมบีบ นั่นเป็นการแสดงความรู้สึกที่พอดีๆ สำหรับผม ไม่อยากให้ใครมาทำพะเน้าพะนอมากเกิน แต่หลังจากนั้นเราก็แทบไม่คุยเรื่องแม่อีก

“แม่รู้ไหม โจตันเพิ่งเป็นแชมป์ครอสเวิร์ดโรงเรียนเชียวนะ” โบนัสโอ่บรรยายสรรพคุณผม “เรื่องภาษาอังกฤษเนี่ย พี่ๆ ม.ปลายยังยอม”

“ม.2 นี่นะ โอ้โห” แม่ของเธออ้าปาก

“อย่าลืมสิ แม่เขาติวภาษาอังกฤษเด็กที่นี่มาไม่รู้เท่าไหร่” พ่อพูด “เธอไม่ให้ลูกชายเสียชื่อหรอก”

“ไม่เท่านั้นนะคะ ยังเก่งเรียงความ ได้รางวัลมาหลายงานแล้วด้วย” โบนัสยังไม่หยุด

ผมไม่อยากดูเก่งเกินไป จึงเบรกเธอเสียบ้าง “เธอก็ใช่ย่อย ครูชมสำนวนเธอเขียนบ่อยออกนี่”

ครูภาษาไทยเคยกระเซ้าว่า ถ้าไม่มีผมเสียคน เรียงความของโบนัสคงเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองมาตลอดแบบที่ผ่านมา

“ใช่ ครูว่าโบนัสคงอ่านแต่นิยาย เขียนได้อารมณ์ความรู้สึกแต่ไม่ค่อยมีสาระ” เธอพูดจบก็หัวเราะ

ราวว่าเธอภูมิใจนักหนาในตัวผม จนผมทนไม่ไหวต้องพรรณาเกี่ยวกับเธอบ้างว่า ในบรรดานักเรียนผู้หญิงชั้น ม.ต้นไม่มีใครนิสัยดีและน่ารักเท่าเธอ ผมลืมตัวพูดไปด้วยว่า เธอสวยที่สุดอีกด้วย

“ฮั่นแน่ สองคนนี้คิดอะไรกันหรือเปล่า” พ่อของเธอโพล่งขึ้น แม่ของเธอยิ้มกว้าง ทั้งสองจับมือกัน มองไปยังลูกสาว “เด็กๆ เดี๋ยวนี้ใจแตกกันเร็วจริงนะ” แม่ของเธอว่า

ไม่ทันค่ำมืดนักพ่อโบนัสก็ขับรถไปส่งผมที่บ้าน ระหว่างทางเปิดเพลงฝรั่งทำนองชวนเต้น แต่ยังชวนคุยตลอดเวลา เขาช่างเป็นคุณพ่ออารมณ์ดี

“พ่อชอบชื่อเธอจริงๆ โจตัน” เขาจอดรถส่งผม “หมายความว่าอะไร คงไม่ใช่สีทาบ้านหรอกนะ”

ถ้าคนอื่นพูดแบบนี้ผมคงโกรธจัด แต่ตอนนี้ผมรู้สึกขำ

“ไม่แน่ครับ อาจใช่ก็ได้”

“พ่อหรือใครนะช่างตั้งให้…” เขานิ่งไป เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “แต่จะยังไงก็ไม่สำคัญ ใช่ไหม สำคัญที่มันเท่อย่าบอกใครเลยล่ะ ไว้เจอกันนะ”

พ่อหรือใครนะที่ตั้งชื่อให้ ผมถามตัวเองด้วยคำถามนี้มาก่อนแล้วเป็นร้อยครั้ง

Advertisement