Kamin Live! ปัจจุบันขณะของคามิน คมนีย์

ผู้ชายคนหนึ่งอยากเป็นนักเขียน… เขาจึงเริ่มต้นด้วยการทิ้งงานประจำ มาวิ่งมาราธอน แล้วก็เล่นตะกร้อลีลา!

ห่างหายบล็อกนี้ไปนานร่วม 2 ปี

ญาติมิตรมาเยี่ยมชม และคอมเมนท์กันไม่น้อยเลย ขอขอบพระคุณอย่างสุดซึ้งที่ติดตาม ให้กำลังใจ  ขออภัยที่ห่างหายไปนานโข  และคงต้องขอสวัสดีกันใหม่ –positive thinking! นับเป็น 2 ปีที่นักเขียนกระจอกไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรออกมาเป็นรูปธรรมเลย มีแต่งาน 2-3 ชิ้นเล็กๆ ที่คนใกล้ชิดขอร้อง (แล้วจะนำมาอัพเดทต่อไป หากใครอยากรู้)  ว่าไปแล้ว ความใฝ่ฝันยังคงอยู่… พอสมควร แต่พลังไม่สามารถขับเค้นออกมาได้ ยังต้องรอวันเวลาที่เหมาะสม… หรือไม่ก็มันอัดอั้นสุดทนก็จะผลักดันตัวเองออกมา (ละมั้ง)  2 ปีที่ห่างไป นักเขียนกระจอกก็เดินทาง… เช่นเดียวกับทุกชีวิต เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ หวังว่าจะนำมาผสมผสานจนปรุงเป็นอาหารบนหน้ากระดาษให้อ่านกันในที่สุดได้บ้าง… ขอบคุณอีกครั้งสำหรับที่ได้ติดตามงาน เยี่ยมชมบล็อกนี้ (อีกทางเลือก โปรดเช็ค facebook ในชื่อ kamin kamani ครับ)

บนเนินเขามัณฑะเลย์ เมียนมาร์ --ดินแดนที่ผมไปเยือน 5 ครั้งในรอบ 4 ปีหลังสุด

เด็กๆ และหมา บนเนินเขามัณฑะเลย์ เมียนมาร์ --ดินแดนที่ผมไปเยือน 5 ครั้งในรอบ 4 ปีหลังสุด

งานเขียน VS งานแปล

โชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ ผมบังเอิญมีประสบการณ์ในการแปล โดยเฉพาะด้านกฎหมาย มาพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นงานอาสาหรือรับค่าตอบแทนแบบพอเพียง จึงไม่ใช่งานทำเงินเลี้ยงชีพ  แต่ยามจนตรอก… ถังแตก ก็เหมือนสวรรค์มีตา มีคนนำงานแปลมาให้ทำพอประทังชีวิตได้อยู่หลายคราว ผมจึงมักไม่ปฏิเสธเมื่อมีข้อเสนองานแปล… รู้สึกเหมือนมันมีบุญคุณแก่ผมไม่น้อย

งานแปล เช่นเดียวกับงานทั่วไป เอาประสิทธิภาพได้ ถ้าขยันหมั่นเพียร และค่อนข้างแน่นอนว่าจะได้ค่าตอบแทนคุ้มค่า (แม้จะไม่มากขนาดจะร่ำรวยได้)

ตรงกันข้ามกับงานเขียน ที่ผมฝันอยากทำให้มากๆ เอาเข้าจริง ถึงตอนนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่ายิ่งตันตื้อ ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วศักยภาพตัวเองมีเพียงเท่านี้ หรือว่าที่ทำไม่ค่อยได้ตามใจคิดเพราะยังอ่อนหัดและขี้เกียจเกินไปกันแน่ แต่สรุปแล้วถึงป่านนี้ งานเขียนสำหรับผม (หรืออาจสำหรับใครๆ ด้วย) เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องประสิทธิภาพ ผลตอบแทน หรือแม้แต่การยอมรับนับถือ  ที่จริงแล้วเวลาที่ผมใช้เขียนมักกลายเป็นเวลาที่ดูเหมือนสูญเปล่าเสียส่วนใหญ่

ผมเป็นอาจารย์สอนการแปลมาหลายปี ขณะที่เป็นเพียงนักเขียนกระจอกคนหนึ่ง ดูแล้วน่าจะเห็นชัดว่าผมควรเน้นหนักกับสิ่งใดมากกว่า

แต่ชีวิตผมเป็นไปแบบนี้เสมอ… คนรอบข้างมักพูดว่า คามิน คุณเหมาะจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้สิ คุณไม่น่าจะมาทำที่คุณทำอยู่เลย

วันนี้ผมโตขึ้น ช่วงนี้ผมได้รับข้อเสนอให้แปลงานชิ้นใหญ่– ขนาดที่ผมต้องอุทิศเวลาให้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือนเลยเทียว

มิใช่เพราะผมต้องการกลับตัวกลับใจมาทำอะไรที่ชาวบ้านคิดว่าควรทำหรอกครับ

คิดเพียงว่า ค่าตอบแทนที่จะได้คงทำให้ผมคิดฝันแบบนักเขียนกระจอกได้สบายใจไม่ฝืดเคืองนักนั่นล่ะครับ 

Life Crisis | วิกฤตแห่งชีวิต [2]

ก่อนเที่ยงได้ไปเยี่ยม อ.สุธี ที่ รพ. ธนบุรี พรานนก พบพี่แดง ภรรยาของ อ.สุธี บอกว่า ต้องรอถึงเที่ยงถึงจะเยี่ยมได้อีกครั้ง เหมือนพี่แดงจะไม่ได้เศร้าโศกอะไรมาก หรือไม่ก็คุมสติได้ดี อธิบายให้ผมฟังว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร  ก่อนผมมาเพื่อนคนหนึ่งบอกทางโทร.ว่าโอกาส 99:1 แล้ว 1 หมายถึงโชคดี หรือจะรอดได้คงซูเปอร์ปาฏิหารย์

ผมพบกับพรรคพวกขาตะกร้อวงลีลาพญาไม้หลายคนที่ชั้นล่าง รพ. ทุกคนได้ข้อสรุปตามที่แพทย์ใหญ่บอกไว้ คือเซลล์สมอง อ.สุธีตายหมดแล้ว เมื่อเราเข้าไปดูในห้อง CCU ตอนเที่ยงตรง เราเห็น อ.สุธีเหมือนคนนอนหลับ มีเครื่องไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ ที่ช่วยให้ดูเหมือนยังมีชีวิต แต่ใครๆ ก็รู้ว่า อ. สุธีน่าจะจากพวกเราไปตั้งแต่วันเกิดเหตุแล้ว (2 วันมาแล้ว) พยาบาลอธิบายว่า แม้จะตายไปแล้วแต่กฎหมายไม่ให้ถอดเครื่องให้อ๊อกซิเจนออก ไม่ว่าในโรงพยาบาลหรือในรถพยาบาล หมอทำได้เพียงแต่ค่อยๆ ลดยาที่ช่วยให้ดูเหมือนยังหายใจได้ลงจนกระทั่งทุกอย่างสิ้นสุดจริงๆ ผมได้ยินว่าพี่แดงจะนำศพไปที่หนองแค สระบุรี พวกเราคงต้องรวมพลกันไปงานศพจากกรุงเทพฯ

ผมจับมือและหน้าอกด้านซ้าย อ.สุธีหลายครั้ง แน่นอนว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ รู้สึกยังอุ่นแลยังไม่แข็งอย่างคนตายทั่วไป หน้าตายังดูดีมาก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแต่แรก ผมพยายามพูดให้ทุกคนรู้สึกดีว่า อาจารย์สบายแล้ว ไม่ต้องมาบ้าเล่นตะกร้ออย่างพวกเราต่อไป แอบเห็นพี่แดงหันหน้าไปมุมห้องแล้วน้ำตาเล็ดออกมา (ที่จริงมารู้ทีหลังว่าพี่แดงร้องไห้ไปไม่รู้กี่รอบแล้ว) ผมเดินไปบีบมือบีบไหล่ ปากเจ้ากรรมไม่น่าถาม–แต่ก็ถามว่า พี่อยู่กับใครครับ? “คนเดียว” — สั้น ง่าย พี่แดงตอบ แต่ก็เกินพอที่จะทำให้ผมน้ำตารื้นไปด้วย พี่แดงพูดต่อว่า ปุบปับเกินไป เตรียมใจเตรียมการไม่ทัน

ผมไม่มีกะจิตกะใจทำงานเลย เย็นไปเล่นชินลงและตะกร้อที่สวนสราญรมย์ หนัก นาน เหนื่อยแสนเหนื่อย นึกถึงที่ อ.สุธี เคยพูดให้กำลังใจ ชื่นชม แล้วก็อยากจะเล่นต่อไปหนักๆ ให้สมกับที่เขาสนับสนุน

ใครจะเชื่อ… ระหว่างเล่นอยู่นี่เอง เพื่อนคนแรกที่แจ้งข่าวก็แจ้งข่าวมาอีกรอบ “พี่คามินครับ อ.สุธีกลับมาอีกแล้ว!”

ปาฏิหาริย์มีจริง พี่แดงอธิบายคร่าวๆ ว่า ตอนเย็นที่เพื่อนนักตะกร้ออีกชุดเข้าไปลา อ.สุธี รอบสุดท้ายก่อนจะนำไปที่หนองแคนั้น หมอได้ลดระดับยาจนหมดแล้ว บางคนไปจับไม้จับมือ ขณะบีบมือ อ.สุธีนั้น อ.สุธีก็บีบกลับ จากนั้นคนอื่นก็ทำบ้าง ปฏิกิริยาก็เช่นกัน ทุกคนเฮ ส่งเสียงเรียกหมอกันใหญ่  ภายหลังหมออธิบายคล้ายว่า ยาคลายเกร็งที่ให้คนไข้ในตอนแรกอาจไปกดไม่ให้ปฏิกิริยาชีวิตแสดงออกมา ทำให้ดูเสียชีวิตไปแล้ว พองดยาชีวิตก็กลับมาปกติ ผมก็งง ใครๆ ก็งง บางทีอุปกรณ์การแพทย์ทันสมัยต่างๆ ที่ระบุว่า อ.สุธีสิ้นชีพไปแล้วนั้นอาจแฮงค์ชั่วคราว ก็เป็นได้

หรือไม่ก็มีปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ!

Life Crisis | วิกฤตแห่งชีวิต

เช้านี้ขณะจิบกาแฟ รอกินอาหารเช้า เพื่อนโทร. บอกว่า อาจารย์นักตะกร้อลีลาที่นับถือคนหนึ่ง [อ. สุธี ชัยกุล] อยู่ที่โรงพยาบาล หมอใหญ่ที่นั่นบอกว่าโอกาสอยู่กับไป 10:90 หมายถึงรอปาฏิหาริย์…

ผมหยุดจิบกาแฟ ปล่อยอาหารเช้าให้เป็นกลายเป็นอาหารเย็น ไม่มีกะจิตกะใจ

2-3 เดือนมานี้ แวดวงนักตะกร้อลีลาที่ผมคุ้นเคยมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องร้ายๆ หลายคน นับแต่อาจารย์นอ (อ. ผจญ ภู่ยงยุทธ) ผ่าตัดเส้นเลือดตีบที่หัวใจ ที่อาจารย์บอกว่าทรมานที่สุดในชีวิต (แต่ตอนนี้ก็พักฟื้น เห็นอาจารย์ล่าสุดนาจะดีวันดีคืน) ต่อมาอาจารย์ไหว (อ. ไสว ยิ้มสำรวย) ประธานชมรมตะกร้อไทยลีลา ก็ถูกมอเตอร์ไซค์ชนท้ายรถ  อีกสองสัปดาห์ต่อมา รถตัวเองก็ไปชนท้ายมอเตอร์ไซค์คันอื่นบ้าง จนคนขี่ส้นเท้าแตก

เพื่อนผู้หญิงของผมเองอีกคนที่เป็นโรคซึมเศร้า และโรคอื่นสารพัด หลังๆ เธอก็รู้สึกแย่มากขึ้นๆ บางทีก็กลัวขนาดผวา… กลัวว่าถ้าเธอเป็นอะไรไปต้องลำบากลำบนน่าดู เพราะเธออยู่ตัวคนเดียว

วิกฤตหรือสิ่งย่ำแย่ในชีวิต ทั้งของเพื่อนๆ และของเราเอง ช่วยให้เราเห็นชีวิตที่เป็นไปแจ่มชัดยิ่งขึ้น ให้เราเตรียมพร้อม ให้เราเมตตา ให้เราช่วยเหลือ ให้รู้คุณค่าของชีวิตในปัจจุบันขณะ ให้รู้ว่าแก่นแท้ของชีวิตที่เราให้ความหมายนั้นคืออะไร

… และเราได้ทำอะไรที่ควรทำในชีวิตแล้วหรือยัง?

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร  ผมยังหวังว่าปาฏิหาริย์… สำหรับอาการของ อ. สุธี จะมีจริง

ย่างกุ้งอีกวันก่อนกลับไทย

เที่ยวบินมัณฑะเลย์-ย่างกุ้งมาถึงก่อนเที่ยง บ่ายผมจึงยังพอมีเวลาท่องเมืองหลวง (ไม่ใช่สิ อดีตไปแล้ว) เมืองใหญ่สุดของเมียนมาอีกรอบ คราวนี้ฝนไม่ตกตลอดเวลา ทำให้ผมเดินได้นานขึ้น เห็นสุเลพญาที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองย่างกุ้งมุมหนึ่งตัดกับตึกพาณิชย์สูงๆ บ่งบอกอะไรบางอย่างของพัฒนาการของเมืองได้ไม่น้อย 

OldNewContrast 

แต่ที่นี่ก็ยังอุดมไปด้วยตึกรามอายุ 100-200 ปีที่เป็นมนต์เสน่ห์ดูได้ไม่เบื่ออีกมาก

FirstPrivateBank 

OldBuilding

YangonatNight

ตกค่ำได้เดินดูเมืองอีกรอบ เป็นการสั่งเสีย!

พรุ่งนี้เช้ามืดผมก็จะจากเมียนมาไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะจดจำไว้ ความเรียบง่าย น้ำอกน้ำใจผู้คน กาลเวลาที่หยุดเดิน ฯลฯ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างครับ

เจซูตินบาเด ขิ่มหยา (Thank you very much)

Lazy day in Mandalay

เหนื่อยสนุกมาแทบทุกวัน วันนี้ขอขี้เกียจสักนิด พกกล้องไปถ่ายภาพวัดชเวจีมินต์ใกล้ๆ รอยัลเกสต์เฮ้าส์ ที่ได้มาเดินเล่นและชอบมากวันก่อน เอาเข้าจริงได้ถ่ายไม่กี่รูป ทุกอย่างสวย แต่สำคัญกว่า คือความสงบ ร่มเย็น เรียบง่าย ผู้คนและวิถีที่เห็นในวัดแสดงถึงศรัทธาแก่กล้าในศาสนาที่ผูกพันเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเหนียวแน่น

ShwekyimyintTemple

ShwekyimyintTemple

ShwekyimyintTemple

ShwekyimyintTemple

บ่ายได้ไปดูหนังเป็นครั้งแรกที่มัณฑะเลย์ The Shooter ผมไม่ได้เป็นคอหนัง แต่รู้ว่าไม่ใช่หนังใหม่แน่ หากคงไม่เก่าเกินไป โรงหนังดีมาก เป็นแบบ stand alone ที่แทบจะสูญพันธุ์จากเมืองไทยไปแล้ว โฆษณาก่อนหนังฉายยังเป็นแบบสไลด์หรือแผ่นปิ้งเวลาจะนำเสนองานสมัยก่อน ดูแล้วก็รู้สึกแปลกดี (เพราะเราเลิกทำแบบนี้มานานแล้วนั่นเอง) แปลกใจอีกที่หนังเป็น soundtract มี subtitle ครับแต่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่แน่ใจว่าที่ชาวพม่าอ่านภาษาอังกฤษได้ดีมาก (แต่ภาษาพูดก็ไม่ห่างไกลจากบ้านเรา) หรือการดูหนังแบบนี้เหมาะสำหรับคนมีการศึกษาดีของเขารึเปล่า?

แสนอาลัย… วันสุดท้ายของชินลงในเทศกาลวาโซ

แม้ไม่มีคิวเล่นแต่ผมก็กะจะไปดูชินลงเต็มๆ สักวัน–แล้วนี่ก็วันสุดท้ายแล้ว  แต่ก่อนหน้านั้นต้องไปร่วมพิธีในอุโบสถ ประเพณีของชาวชินลงคือรวบรวมเงินจากทีมต่างๆ ที่มาเล่นในวัดบริจาคนำไปให้วัดในวันสุดท้าย และพวกเขาก็ให้ผมร่วมพิธีด้วย นัยว่าเป็นผู้บริจาคสำคัญรายหนึ่ง (ผมบริจาคครึ่งหนึ่งให้วัด อีกครึ่งให้กับสมาคมชินลงแห่งมัณฑะเลย์) ตื่นเต้นที่สุดตอนได้ขึ้นไปบนแท่นที่ตั้งพระมหามัยมุนีที่น่าเลื่อมใสศรัทธาเหลือเกิน เพื่อนๆ บริการนำแผ่นทองมาให้ผมปิดองค์พระ ความตื่นเต้นบวกความเป็นคนห่างวัด ปิดยังไงไม่รู้ทองเต็มหลังมือตัวเองอร่ามไปหมด

donation

เพราะต้องการขอบคุณน้ำใจชาวชินลงที่คุ้นหน้ากันทั้งหลาย ผมเลยเลี้ยงนำชาตามพวกเขาตามที่ไกด์แนะนำ มีผู้ใหญ่ในสมาคมที่มัณฑะเลย์และนายพลคนหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นประธานหรือคนใหญ่มากจากสมาคมชินลงแห่งพม่าจากย่างกุ้ง รวมแล้วมีคนร่วมด้วย 20 กว่า อู้ จอ เต็น ที่เหมือนพี่ชายของผม นายพล และประธานแห่งสมาคมชินลงมัณฑะเลย์ ผลัดกันยืนพูด แนะนำผมให้เป็นที่รู้จักของทุก เป็นการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ก่อนเลี้ยงนำชา ใครๆ ก็แซวกันว่าไม่ต้องแนะนำหรอก เพราะตอนนี้ใครๆ ก็รู้จักผมแล้ว (ก็ลงเล่นมา 6 ครั้งปีนี้ ไม่รวมปีที่แล้ว)

TeaParty

ภาพนี้ถ่ายคู่กับนันไถ่ ครูวัยรุ่นที่สาธิตลีลาชินลงแก่ผมปีกลาย ปีนี้ผมยังไม่ได้เห็นเขาในวงเลย

withNanThaing

นอกจากเลี้ยงน้ำชาแล้ว ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรเป็นที่ระลึกเล็กๆ น้อยขอบคุณบรรดาผู้ร่วมวงที่ช่วยส่งเสริมประคับประคองผมในวงให้เล่นสบาย น้ำใจพวกเขาผมไม่รู้จะตอบแทนด้วยอะไรจึงจะเหมาะสม ได้แต่หาซื้อเสื้อกีฬาให้คนละตัว อู้จอเต็นนั่นละเป็นผู้ใหญ่ช่วยแจกจ่ายให้

GivingGift

อู้จอเต็นกระซิบบอกว่านายยังมีอีกรอบ สนใจไหม จะให้เล่นกับผู้หญิงที่มาจากเมืองใกล้ๆ เป็นผู้หญิงที่ผมถ่ายรูปลูกชายลูกสาวน่ารักของเธอในพิธีตอนเช้านั่นเอง ผมกลับไปพักผ่อนเล็กน้อยที่ห้องพัก อัดรูปจำนวนหนึ่งให้ทันแจกจ่ายบางคน แล้วไปเล่นครั้งสุดท้ายของปีนี้ (เป็นครั้งที่ 7 ของปี — คงมากกว่านักชินลงส่วนใหญ่ของที่นี่เลยล่ะ ไม่ได้ภูมิใจในฝีเท้าหรอกครับ แต่ซึ้งในน้ำใจไมตรีของผู้คนที่นี่มากกว่า) เสียดายผมจำชื่อผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ ลีลาเธอไม่เบาทีเดียวละครับ เธอเชื้อเชิญผมให้ไปเล่นกับเธอในงานบวช (ลุกแก้ว) ลูกชายในเดือนเมษาปีหน้าด้วย 

withLadyChinlone

เล่นเสร็จผมขอให้อองกูกูโซช่วยเลือกหาลูกชินลงดีๆ ที่มีขายข้างงานได้เพิ่มอีก 2 ลูก จากนั้นรีบเร่งอำลาทุกคนที่อยู่ในบริเวณ ผมรู้ว่าถ้าไม่รีบๆ ทำ เดี๋ยวก็จะรู้สึกอาลัยมากเกินไป บางผมก็ไม่ชอบความรู้สึกนั้นนัก

ไหว้ครู-ชมอูเป็ง วันเพ็ญอาสาฬหบูชา

นี่เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ผมได้ร่วมพิธีไหว้ครูชินลง บรรดาครูอายุกว่า 75 ร่วม 20 คนนั่งแถวหน้าให้บรรดาคนรุ่นหลังได้มอบของใช้ปัจจัย (ปีนี้เป็นลองจีและเงินเล็กน้อย) หน้าตาของผมไม่แตกต่างจากชาวเมียนมาใช่ไหมครับ ถ่ายรูปมาจึงดูเนียนไม่เหมือนชาวต่างชาติ 

PayingRespect 

ถ่ายกับซูซูไล ศิลปินนักชินลงที่คนทั้งพม่ารู้จัก เสียดายปีนี้ไม่มีโอกาสได้เล่นกับเธอเลย

WithSuSuLaing

หลังทำพิธีวันนี้ได้เล่นในวงอีกครั้งรอบเที่ยง ทีวีมาทำข่าวอีกครั้ง การได้เข้าไปอยู่ตรงกลางวงเขาเรียกว่าเป็น “มินยา” หมายถึงเจ้าชาย ในแต่ละวงจะมีคนเก่งๆ อยู่ 1-2 คนผลัดกันเป็นมินยา ผมก็ถูกสนับสนุนเช่นกัน ด้วยการละเล่นที่ผิดแผกนอกคอกออกไป แต่ทำไงได้ ปีทั้งปีก็ได้เล่นกับพวกเขาครั้งเดียว ไม่ได้ซ้อมกับใครเลย เพราะในเมืองไทยไม่มีใครเล่นชินลง

IamtheMinya

บ่ายคิดถึงสะพานอูเบ็งขึ้นมา ปีนี้ก็เลยให้ออง มู วิน ขับรถพาไปอีกครั้ง ได้บรรยากาศดีมาก เพราะปีนี้น้ำขึ้นสูงแทบถึงพื้นสะพาน ผู้คนก็เนืองแน่นหนาตา ก็เป็นวันหยุดใหญ่แห่งเทศกาลวาโซ (เพ็ญเดือนแปด) นั่นเอง เก็บภาพมาฝากเมืองไทย หวังว่าคงจะชอบกัน
UBeinBridge

UBeinBridge

ลาอินเลย์-แวะตองยี-กลับมัณฑะเลย์

เช้าตรู่ลอบมองผู้คนผ่านหน้าต่างเกสต์เฮ้าส์  เช้านี้ต้องอำลาอาลัยอินเลย์ ปีหน้าฟ้าใหม่จะพยายามมาอีก 

LookingOut

ไหนๆ ก็ไม่ไกลมาก ขากลับเราก็เลยแวะตองยีสักครั้ง ตองยีเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนยอดเขา (ชื่อเมืองแปลว่า เขาใหญ่) รถต้องไต่วนถนนขึ้นไป ถนนหนทางค่อนข้างดี ทั้งมีทิวทัศน์ต้นไม้รอบข้างเขียวสด  ผู้คนที่นี่สวมเสื้อกัน 2 ชั้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะอากาศหนาว คงเพราะเมืองตั้งอยู่บนยอดเขานั่นเอง ที่นี่มีตึกพาณิชย์โดยทั่วไป เป็นศูนย์การค้าของรัฐชาน  เราขึ้นไปชมและไหว้พระที่วัดที่ตั้งบนยอดเขา มองลงมาเห็นวิวทั่วเมือง

Taunggyi

ขากลับ (หรือน่าจะเรียกว่าขาลง มากกว่า) จากเมือง ผมเห็นสะพานแขวนขนาดย่อมน่ารัก ฉากหลังมองเห็นเทือกทิวน้อยใหญ่ข้างล่างสวยงาม เลยถ่ายรูปไว้สักหน่อย ไม่ได้ใช้เวลามากที่ตองยี แค่แวะชม เพราะต้องรีบกลับ ที่มัณฑะเลย์ผมได้รับนัด อู้ จอ เต็น ว่าจะเล่นชินลงที่วัดมหาเมียะมุนีตอนค่ำ

SuspensionBridge

ออง มู วิน นำเรากลับอีกทางหนึ่ง ผ่านเมืองกะลอที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี เมืองนี้เต็มไปด้วยต้นสน ภูเขาบางลูกประดับด้วยทิวสนสวยงามจริงๆ 

แต่ความเสียวความน่ากลัวของถนนหนทางก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนมาทางตอนมาเลยสักนิด  หักศอกครั้งแล้วครั้งเล่า นับร้อยครั้ง หุบเหวลึกข้างทางก็มีแทบทุกโค้ง ช่วงหนึ่งผมเห็นผู้คนช่วยกันขนของขึ้นมาจากหุบ ข้างล่างนั้นรถบรรทุกจัมโบ้พลาดหล่นลงไป คาดว่านี่คงไม่ได้เหตุการณ์เกินปกติแต่อย่างใด  ส่วนฝุ่นฟุ้งนั้นเล่าก็ยิ่งซ้ำเติมอาการภูมิแพ้ ผมแสบคอแสบจมูกของผมเหลือเกินแล้ว มีเสมหะชนิดอมยาสมหมดเป็นกะตั๊กก็ยังไม่ช่วย นี่ขนาดขากลับผมต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกอยู่แทบตลอด 

ถึงมัณฑะเลย์พลบค่ำ พักผ่อนไม่นาน ผมก็ต้องออกไปร่วมเล่นชินลงอีกแล้ว  ทั้งที่รู้สึกอ่อนเพลียและเป็นไข้อีกด้วย ก้มหน้าแหงนหน้าแทบไม่ได้เพราะน้ำมูกจะไหลตลอดเวลา แต่ใครจะเชื่อครับ เวลาที่ดูแย่ที่สุด ปรากฏว่าผมกลับเล่นได้ดีที่สุด ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อ คงยากที่ผมจะเล่นได้ท็อปฟอร์มขนาดนี้อีก

A Whole Day at Inlay

เหมาเรือออกจากเกสต์เฮ้าส์แต่เช้าตรู่ ท่ามกลางฝนพรำ ผมยังเจ็บแสบคออยู่มาก แถมมีเสมหะ ขณะเรือแหวกลำคลองออกไปสู่ห้วงน้ำใหญ่–ทะเลสาบอินเลย์ ผมรู้สึกวูบวาบหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้ แต่ทิวทัศน์ทะเลสาบก็สะกดทุกอย่าง ภายนอกภายในให้สนิทนิ่ง

InlayLake

เราเหมาเรือทั้งวัน เพราะทะเลสาบกว้างใหญ่มหาศาล ยาว 22 กม. กว้าง 11 กม. เป้าหมายแรกคือไปตลาดสดเราต้องจอดเรือเพื่อเดินเท้าไปตามท้องทุ่งนานับ 1-2 กม. ผ่านแถวแนวที่พ่อค้าแม่ค้าและคนจับจ่ายจอดเรือ ที่เห็นสายหมอกลงคลุมทิวเขา  ที่ตลาด คงต้องเรียกว่าย้อนยุค (อีกแล้ว) ไปสมัยผมยังเด็ก–หรืออาจยังไม่เกิด ตลาดสดวันนี้เฉอะแฉะ แต่ผู้คนก็หนาตา แถวนี้เรียกว่าชาวอินซะ ของกินของใช้ ไม่ว่าราคา (น้อย) แค่ไหนวางบนก้อนโคลนตมก็ว่าได้ ใช้ใบตองใบไม้ใหญ่ๆ (น่าจะเป็นใบสัก) ห่ออาหารและสินค้าแก่ลูกค้า

ParkedBoats

InlayMarket

ถอยออกมาเข้าห้องส้วมกั้นเป็นห้องๆ ข้างในเป็นส้วมหลุมครับ ผมไม่ได้หนัก แค่เบา แต่ก็สำรวจทุกอย่าง รวมทั้งกลิ่น อิอิอิ Very simple — ยืมคำฝรั่งมาใช้หน่อย ที่เห็นเรียงรายใกล้ๆ คือเกวียนและวัวตัวบึกบึน พาหนะสำคัญอีกอย่างที่ขนย้ายข้าวของและผู้คนมายังตลาด เหลือเชื่อจริงๆ ที่นี่เป็นภาพจริงที่ผมเห็นกับตา!

CartsandCows

คนขับเรือพาเราไปอีกหลายแห่ง จำพวกสินค้าพื้นเมือง เครื่องเขิน เครื่องถม เครื่องเงิน การตีมีดและดาบ ผ้าที่ทำจากไยบัว ผมได้แต่ชมเป็นส่วนใหญ่ ซื้อของที่ระลึกเล็กน้อยฝากเพื่อนๆ ที่เมืองไทย กินอาหารเที่ยงที่ร้านขายสินค้าและของที่ระลึกนั่นเอง ใกล้วัดเล็กๆ แต่เก่าแก่แห่งหนึ่ง

InlayTraders

ทะเลสาบมีคลื่นลมฝนแทบตลอด นี่ไม่ใช่ high season และไม่ใช่ช่วงเวลาที่อินเลย์สวยที่สุด แต่ผมก็ดีใจที่ได้มายามนี้ เหมือนได้พบปะสาวสวยในอารมณ์ซึมเศร้า  เธอไม่ดูสดใสเบิกบานนัก แต่ก็ยังสวยอยู่ดี ดูจริงจังจริงใจและลึกซึ้งดีกว่า ฝนฟ้าไม่ดีนักแต่ก็ยังเห็นเรือพายบรรทุกสินค้าเกษตร (เช่น มะเขือเทศ กาบบัว) ทั่วไป

HousesintheLake

เรือจ้างพาเราไปชมที่นั่นที่นี่ต่อกระทั่งลมฟ้าอากาศดีขึ้น สดใสขึ้น แน่นอนทิวทัศน์ก็ยิ่งเผยความงดงามขึ้น ผืนน้ำราบเรียบขึ้นเมื่อปลอดคลื่นลม เงาสะท้อนบ้านในท้องน้ำดูจับตายิ่งนัก ทุกบ้านทุกแห่งหนน่าถ่ายภาพทั้งนั้น!

InlayKids

ผมถ่ายภาพกับเด็กๆ ที่อู่ต่อเรือแห่งหนึ่ง

FloatingAgricuture

แปลงผักลอยน้ำ (ที่เห็นคือแปลงมะเขือเทศ) เป็นภูมิปัญญาชาวอินซะจริงๆ นอกเหนือจากการใช้เท้าพายเรือที่เลื่องชื่อ (ขอโทษที่ไม่แสดงภาพให้ดู… คุณๆ คงหาดูได้ไม่ยากที่อื่น)

กลับเกสต์เฮ้าส์ก่อนค่ำ อิ่มอกอิ่มใจกับทั้งวันในทะเลสาบและรอบๆ … ภาพและเรื่องราวยังตรึงตาตรึงใจดังมนต์สะกด

นึกถึงอาการเจ็บแสบคออีกครั้งก็ต่อเมื่อกินข้าวมื้อเย็น!

มัณฑะเลย์-ปินดะยา-อินเลย์

เหมาบริการมิตรเจ้าเดิม อ่อง มู วิน เดินทางไปอินเลย์ เดินทางแต่เช้า มะไข่แคอู้ ภรรยาสาวของอ่อง มู วิน ก็ไปด้วย ตามคำเชิญชวนของผม ถนนดีเฉพาะก่อนเขตชานเมืองมัณฑะเลย์นิดเดียว จากนั้นออกแนวสมบุกสมบันทั้งสิ้น ได้แต่คิดว่าคงเป็นถนนในตอนหลายสิบปีก่อนตอนทำใหม่ๆ จากนั้นจนบัดนี้แทบไม่มีการซ่อมแซมเลย อย่าว่าแต่จะสร้างใหม่ ส่วนใหญ่เห็นเป็นยางมะตอยเป็นหย่อมๆ รถต้องคอยวิ่งหา ส่วนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ (ซึ่งมีมากกว่า) ก็ต้องคอยหลบ บางช่วงไม่เห็นพื้นยางมะตอยเลย (เพราะหลุดล่อนออกหมด) ก็มี ซึ่งรถแล่นง่ายกว่าด้วยซ้ำ

PindayaCave

เราแวะที่เมืองปินดะยา เป็นเมืองชนบทเล็กๆ บรรยากาศดีมาก อากาศก็หนาว เพราะอยู่ที่สูง แวะชมถ้ำชื่อเดียวกับเมือง ซึ่งเป็นวัดด้วย มองเห็นตั้งแต่ไกลดูอลังการมาก ภายในเหลือเชื่อมากที่มีแต่พระพุทธรูปสารพัดปางทั้งใหญ่น้อยกว่า 8,000 องค์ เรียกว่ามองไปมุมไหนก็จะเห็นแต่พระ! มีพระที่สร้างโดยชาวต่างประเทศก็มาก ที่พระไทยร่วมสร้างก็มี บุญตาที่ได้เห็นพระเหล่านี้

TonsofBuddhaImages

ทิวทัศน์แถบนี้สวยงามยังกะภาพวาด จะเห็นเนินน้อยใหญ่สลับกันไปมาตลอด เนินพวกนี้ปูด้วยผืนกอหญ้าและพืชล้มลุก แซมด้วยต้นไม้ใหญ่ ที่ราบลุ่มลงมาก็เป็นที่เพาะปลูก ฝรั่งว่าดูสวยงามอย่างกับไปเที่ยวชนบทยุโรป

RoadSidetoInlay

แต่ถัดจากปินดะยะ ถนนหนทางก็ยิ่งลำบากขึ้น นอกจากสภาพถนนย่ำแย่แล้ว ยังลดเลี้ยวไปมา ไต่ขึ้นลงภูเขาสูง เต็มไปด้วยเลี้ยวหักศอกและหุบเหวที่ชวนหวาดเสียว– ไม่แค่แห่งสองแห่งครับ แต่เป็นร้อย! นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ผมไม่หลับเลยบนรถ เพราะหลับไม่ลง กลัว!  นอกจากนี้ ตลอดทางก็เผชิญฝุ่นตลอดเวลา เราไม่มีแอร์ครับ ผมสวมแว่นกันแดดไม่ได้เพื่อกันแดด เพราะท้องฟ้าค่อนข้างหม่นเป็นส่วนใหญ่ แดดไม่จ้าเลย แต่สวมเพื่อกันฝุ่นเข้าตา จมูกสิครับไม่รู้จะทำยังไง สูดอากาศ… ฝุ่น… เข้าไป หวังว่าร่างกายจะทนได้ ปีละครั้งเท่านั้นเอง ผมปลอบใจตัว

HeavenonEarth

ข้างทางอย่างผมบอกสวยงามบริสุทธิ์มาก บางที่ อ่อง มู วิน ต้องจอดให้ชื่นชม ดดยผมไม่ต้องร้องขอ สำหรับเขาและภรรยาเองก็สวยงามมากและหาดูได้ไม่ง่าย บนยอดเขาแห่งหนึ่งมีกระต๊อบหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ ข้างบ้านปลูกข้าวโพดและทานตะวัน มองผ่านสวนข้าวโพดลงไปเบื้องล่าง เห็นเมืองเล็กๆ อยู่ลิบๆ เทือกทิวเขาน้อยใหญ่ กระทั่งสายแม่น้ำ ช่างราวอยู่บนสวรรค์ ผมอิจฉาเจ้าของกระต๊อบเหลือเกิน คิดประสาคนโลกทุนนิยมเล่นๆ… อยากซื้อกระต๊อบนี้ไว้เป็นบ้านวันหยุดกะเขามั่ง อิอิอิ

ไปถึงเมืองอินเลย์ค่ำพอดี หาเกสต์เฮ้าส์ได้ก็พักผ่อนเอาแรง ตอนนี้อาการเจ็บแสบคอก็เริ่มต้น ทวีความรุนแรงตอนดึก กลืนน้ำลายลำบากเหลือเกิน

พรุ่งนี้ทำไงดี!

เรียนลีลาชินลงกับแชมเปี้ยน

วันนี้ฝึกลีลาชินลงอีกครั้ง อู้ จอ เต็น แนะนำแชมเปี้ยนอีกคน คือ อ่อง กูกูโซ ซึ่งหนุ่มกว่า แม้จะไม่ใช่เป็นวัยรุ่นก็ตาม อ่อง กูกูโซ เป็นแชมเปี้ยน ปี 2004 สนามฝึกซ้อมเปียกแฉะเกินกว่าจะฝึกซ้อมได้ เลยตกลงกันให้อาจารย์คนใหม่สาธิตลีลาบริเวณหน้าโบสถ์แทน รวม 30 ท่า  10 ท่าแรก เรียกว่า ชินจี (Chin Gyi) ซึ่งยากสุด (เคยเรียนรู้ไปครั้งหนึ่งตั้งแต่ปีที่แล้ว) เรียกเป็นไทยน่าจะได้ว่า แม่ไม้ 10 ท่า 10 ท่าต่อมา เรียก ชินและ ไทยน่าจะเรียกได้ว่า ลูกไม้ สุดท้ายอีก 10 ท่าเรียก คิดเซ็น น่าจะเรียกไทยว่า ลูกเล่น 

chinlonetraining

ผมได้ลองฝึกเพียงบางท่า ที่ชอบและอยู่ในวิสัยจะเล่นได้โดยไม่ฝืนสังขารมากไป  บางท่ายังไงก็ฝืนมากและคงไม่ได้ในเร็วๆ แน่ บางท่าแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เว้นแต่จะย้อนเวลาไปฝึกซ้อมตั้งแต่ 8-9 ขวบ อย่างนักชินลงระดับแชมป์เช่นพวกเขา  อู้ จอ เต็น เอาใจใส่ผมดีมาก คอยจับเท้า เข่า มือ ให้เป็นระเบียบ เน้นว่าแต่ละท่าต้องทำให้ถูกท่าก่อน เตะลูกโดนหรือไม่ หรือโดนแล้วลูกไปทิศทางไหน ยังไม่ต้องกังวล ซึ่งเรื่องนี้ฝืนนิสัยผมมาก อาจเป็นไปได้ว่าการเล่นตะกร้อวงบ้านเรา เรื่องแรกสำคัญสุดคือลูกต้องไม่เสีย ทำให้ผมกลายเป็นคนที่เล่นเหนียว ไม่เสียง่าย แต่มาพม่ากลายเป็นว่าเราไม่มีท่าเสียเลย

chinlonetraining2

กลางคืนได้เล่นชินลงในวัดมหาเมียะมุนีอีกรอบ ราว 4 ทุ่ม งวดนี้สถานีโทรทัศน์ส่งคนมาถ่ายวีดีโอด้วย นัยว่าจะทำข่าวประจำปีชินลง โดยมีเป้าหมายที่ผมด้วยในฐานะชาวต่างชาติที่เข้าร่วมเทศกาลและร่วมเล่นกีฬาที่ชาวพม่าภาคภูมิใจ คืนนี้ผมได้เล่นพร้อมกับแชมเปี้ยนจากต่างเมืองอีกคน ช่างโชคดีจริงๆ ผมเนี่ย แต่รู้สึกไปด้วยบ้างเหมือนกันว่าตัวเองฝีเท้าด้อยเหลือเกิน… ยังสะเออะ…

น่าแปลกจริงๆ ก่อนนี้ รู้สึกกลัวว่าไม่รู้จะเล่นไหวหรือเปล่า เพราะปวดไปทุกที่จากการเล่นหนักติดๆ กันมา รวมทั้งการซ้อม โดยเฉพาะบริเวณหน้าขาทั้งสองข้าง เดินลงบันใดต้องเขยก นั่งยองๆ แทบไม่ได้ แต่ถึงเวลาจริง อะไรก็ไม่รู้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แรงบันดาลใจ บรรยากาศขลัง มนต์เสน่ห์ พระเจ้า… อะไรก็ตาม  ทำให้วินาทีแรกที่เริ่มเล่นในวง ความกลัวความกังวล ความเจ็บปวดที่มีก็พลันปลาสนาการหายไปสิ้น

นี่คือความมัศจรรย์หนึ่งของชินลงที่มัณฑะเลย์!

เที่ยวตลาดมัณฑะเลย์

เช้าได้ตื่นมาเดินเล่นบริเวณหอนาฬิกากลางเมืองมัณฑะเลย์ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปีกลายนัก ที่เห็นใหม่มีเพียงร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านหนึ่ง และป้ายโฆษณาใหม่หลายชิ้น

ห��นาฬิกากลางเมื��ง 

ใกล้หอนาฬิกามีตลาด 2 แห่ง ตลาดเล็กชื่อ Mann Thiri ขนาดน่ารัก ขายผักผลไม้บนพื้นไม้หน้าตึกแถวเก่าแก่ที่ด้านในขายเสื้อผ้า

ตลาด Mann Thiri

อีกตลาดข้ามฟากถนนไปเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่ เรียกว่า Zeigyo Market มีผักผลไม้นานา ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนจิปาถะ บางแผงมีแต่กล้วยเหลืองอร่ามไปหมด

ตลาดกลาง

Tanaka Kids 

ตอนสายนัดกับอู้ จอ เต็น เขาสอนลีลาชินลงให้ที่ในวัดแห่งหนึ่งใกล้วัดมหาเมียะมุนี อยู่หน้าบ้านของเขาเอง อู้ จอ เต็น เป็นแชมเปี้ยนชินลงเมืองมัณฑะเลย์ ปี 2001 จากรูปภาพ ถ้วย และเหรียญที่บ้าน อีกเพียบ ยืนยันว่าอาจารย์ของผมหนึ่งในตองอูเชียวล่ะ (เอ… น่าจะเรียกว่าหนึ่งในมัณฑะเลย์มากกว่า)

ตกเย็นอู้ จอ เต็น จัดคิวให้เล่นในสนามชินลงในวัดมหาเมียะมุนี เป็นหนที่ 3 แล้วสำหรับปีนี้ เหนื่อยและสนุกเหมือนเดิม 

มิงกะลาบา… มัณฑะเลย์

ทิวทัศน์ข้างรถยามเช้าตรู่ที่ไหนๆ ก็น่ามอง

เข้าเมื��งมัณฑะเลย์

ถึงมัณฑะเลย์ตามเวลาเป๊ะ (7 โมง) ไปถามห้องพักรอยัลเกสต์เฮ้าส์อย่างปีที่แล้ว (ติดใจ!) มีห้องแต่ต้องรอให้แขกเดิมเช็คเอ๊าท์ก่อนราว 10 โมง เลยฝากสัมภาระไว้ก่อน แล้วตะลอนไปหาของกินมื้อแรกของวัน ได้คัทยา (คล้ายโรตีหรือจาปะตี) เป็นแผ่นแป้งปิ้งร้อนๆ จิ้มกับซ้อสถั่วและมันบด อร่อยมาก 

��าหารเช้า

ไม่ได้รีรออะไรอีก จุดหมายหลักหนึ่งของการมาที่นี่คือการไปดูการเล่นชินลง รวมทั้งร่วมเล่นเองด้วย ที่วัดมหาเมียะมุนี ก็จับรถไปทันที อู้ จอ เต็น ผู้จัดการสมาคมชินลงของเมืองก็ต้อนรับขับสู้ แถมให้ลงเล่นช่วงบ่าย ผมต้องวอร์มอัพและเรียกความคุ้นเคยกลับมาตามสมควร ไม่ได้เล่นชินลงหรือแม้แต่ตะกร้อมานานนับสัปดาห์ ก็ฝืดฝืนเล็กน้อย แต่รู้ว่าถึงเวลาจริงก็จะสนุกและไม่กังวลอะไร ซึ่งก็จริงอย่างที่คิด ผมเล่นค่อนข้างสบายๆ แสดงลีลาพอประมาณ ได้เพื่อนๆ ช่วย และได้ช่วยเพื่อนๆ

กลับมารอยัลพักผ่นเล็กน้อย ออง มู วิน ล่ามและคนขับรถโทร.มาบอกว่าอู จอ เต็น ถามว่าจะเล่นกลางคืนอีกสักรอบไหม เกรงใจเขาเหมือนกัน แต่คิดอีกที เรารอคอย 1 ปีเต็มเพื่อจะได้ร่วมงานที่นี่ ทำไมจะลังเลล่ะ

เพื่��นร่วมวงชินลง

รอบค่ำปรากฏว่าเล่นได้ดีขึ้น สนุกขึ้น แสดงลีลามากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ อย่างผมแค่ระดับอนหรืออย่างมากก็ประถม ขณะนักชินลง (ตะกร้อวง) ที่นี่ระดับมหาวิทยาลัย กระทั่งหลายคนซูเปอร์เก่งขนาดเป็นศาสตราจารย์ละมั้ง แต่ความสนุกก็ล้วนมีกันถ้วนทั่ว ชินลงที่นี่เป็นการละเล่นออกกำลังที่แสนเหนื่อย เราต้องเดินต้องวิ่งกันรอบวงตลอดเวลา เพื่อเตะลูกเองแบบต้องใส่ลีลาเยอะๆ บรรจงส่งลูกไปให้เพื่อน หรือช่วยกันเต็มที่ไม่ให้ลูกเสีย รอบละ 35 นาทีคือกติกาของที่นี่ ดูไม่มาก แต่เอาเข้าจริงทั้ง 6 คนในวงก็ได้เหงื่อท่วมตัวทั้งนั้น

 กลับที่พัก หลับเป็นท่อนซุง!

พระราชวังมัณฑะเลย์

รถไฟรอบย่างกุ้ง-รถเมล์ไปมัณฑะเลย์

มาพม่าหนนี้ ผมมีเวลาร่วม 2 สัปดาห์ แต่ใจมันก็เร่งแต่ให้ไปมัณฑะเลย์เร็วๆ รถบัสที่จะไปมัณฑะเลย์ปกติจะมีช่วงเย็น เวลาช่วงสายถึงบ่ายจึงน่าจะพอทำอะไรได้อีก ผมจะลองนั่งรถไฟรอบเมืองย่างกุ้งดูสักครั้ง เดินออกจากสุเลพญาไปท่ามกลางสายฝน (อีกแล้ว… ย่างกุ้งฝนไม่เคยหยุดตก!) มุมหนึ่งเห็นสะพานคล้ายสะพานซังฮี้ที่กรุงเทพฯ แต่เล็กกว่า ฉากหลังเป็นตึกสูงทันสมัย เลยถ่ายภาพเล่นๆ ดู

ตึกรามย่างกุ้ง

สถานีรถไฟกลางของย่างกุ้งใหญ่โต อาจกว้างขวางกว่าหัวลำโพงด้วยซ้ำ หลังคาอาคารคล้ายปราสาทราชวัง

หัวลำโพงย่างกุ้ง 

ข้างในคล้ายกับสถานีรถไฟชานเมืองบ้านเรา รถไฟดูเก่าแก่พอๆ กัน (ไม่นับของเรารุ่นหลังๆ ที่เป็นดีเซล) ผมขึ้นโบกี้แรกที่หัวขบวน กะว่าจะค่อยๆ เดินเลาะไปให้ถึงท้ายขบวน แต่ผิดคาดครับ! โบกี้ต่อถึงกันเพียง 2 โบกี้เท่านั้นเอง เซ็งเลย แถวที่นั่งไม่เหมือนชั้น 3 บ้านเรา คือ แย่กว่า เป็นแถวม้ายาว 2 ฟาก เหมือนแถวยาวตอนหน้าของรถเมล์บ้านเรา ที่นั่งไม่มีเบาะ เป็นไม้แต่ก็นั่งสบาย คนพม่ามักนั่งชันเข่าขึ้น (นั่งยอง) เบียดกันหน่อยในช่วงสิบสถานีแรก (ขบวนนี้เป็นรถไฟหวานเย็น จอดทุกสถานี แล่นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบเมือง) คนตรวจตั๋วรู้ว่าผมเป็นคนต่างชาติ — และจ่ายแพงกว่ามั้ง… ก็เลยพาไปแทรกให้นั่ง (ไม่งั้นก็อาจไม่ได้นั่ง เพราะผู้โดยสารอื่นนั่งสบายกันเหลือเกิน)

ชานชาลา 

แต่ละโบกี้ดูเหมือนเล็กกว่าของบ้านเรา แต่เพราะมีเพียงแถวที่นั่งสองฟาก ตรงกลางจึงเป็นที่วางข้าวของซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าพวกผักผลไม้เป็นถุง กระจาด หรือหาบใหญ่ๆ แม่ค้าพ่อค้าขายขนมและผลไม้นานาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเสนอให้ผู้โดยสารลิ้มลอง บรรยากาศคึกคักอย่างกับตลาดสดเคลื่อนที่ บางสถานีคนลงเยอะ พวกที่ยังโดยสารอยู่ก็ขยับขยายแทบจะนอนกันก็มี (ดูแต่ละคนจะหวงกันพื้นที่บนรถไฟกันจัง)

ในโบกี้รถไฟ 

อยู่บนรถไฟรอบเมือง 3 ชั่วโมงเต็ม ได้เห็นจริงๆ ว่าผู้คนแถวชานเมืองมีชีวิตอยู่กันอย่างไร ชีวิตคงจะอัตคัตขัดสน พึ่งลำแข้งลำขากันค่อนข้างมาก มาตรฐานความสะดวกสบาย ตลอดจนสุขอนามัย (ขยะรอบเมืองมีให้เห็นค่อนข้างเยอะ) ยังเหมือนเมืองไทยสมัย 10-20 ปีก่อน  แต่ก็เห็นชัดว่าผู้คนยังมีมิตรจิตมิตรใจกันอยู่มาก

Read the rest of this entry »

Older entries »